ReadyPlanet.com


***** รวมเรื่องน่ารู้ของการ์ด ของชำร่วย และการ์ตูนตั้งพื้น *****


เตรียมการ์ดแต่งงาน ง่ายนิดเดียว

 “การ์ดแต่งงาน” ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษสีสันสดใสที่พิมพ์เพียงแค่ตัวอักษร สีทอง สีขาว บอกวัน เวลา สถานที่ ชื่อของคู่บ่าว-สาว และพ่อแม่เท่านั้น การ์ดแต่งงาน เป็นเสมือนตัวแทนกล่าวเชื้อเชิญบุคคลสำคัญที่จะมาร่วมงาน และเป็นดั่งพยานแห่งความรักของคุณ

           ทั้งนี้ ในวาระสำคัญเช่นนี้เพื่อความสะดวก และประหยัดเวลาอันมีค่าช่วงก่อนงานแต่งงาน ควรเตรียมรายละเอียดที่จะระบุในการ์ดแต่งงาน และวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. เตรียมรายชื่อบุคคลที่มาร่วมงาน

           สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกเลยคือการจดรายชื่อแขกที่จะเชิญมาร่วมงาน โดยต้องให้ทั้งทางฝ่ายคุณพ่อ คุณแม่ ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว รวมทั้งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเอง เริ่มเขียนรายชื่อแขกออกมา อาจจะแยกเป็นกลุ่มๆ เช่น ญาติฝ่ายเจ้าสาว-ฝ่ายเจ้าบ่าว แขกผู้ใหญ่ของทางคุณพ่อ-คุณแม่ เพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนสมัยเรียนประถม, มัธยม สมัยเรียนมหาวิทยาลัย (ในการจดรายชื่อแนะนำให้ใส่ลำดับที่ด้วยค่ะ เพื่อความสะดวกในการนับจำนวน) 

2. เตรียมข้อมูลในการ์ดแต่งงาน และจำนวนการ์ด 

           สำรวจรายชื่อบุคคลสำคัญต่างๆ ที่จะต้องจัดพิมพ์ลงบนการ์ดแต่งงาน เช่น เริ่มจากประธาน (ถ้ามี), ชื่อ-สกุลเจ้าภาพ ฝ่ายเจ้าบ่าว-เจ้าสาว, ชื่อ-สกุลเจ้าบ่าว-เจ้าสาว, สถานที่จัดงาน, รวมถึงงานหมั้น(ถ้ามี), วัน-เวลา-สถานที่ และลักษณะการจัดเลี้ยง เช่น ค็อกเทล บุฟเฟ่ต์ หรือโต๊ะจีน ท้ายสุดจำนวนการด์ที่ต้องใช้

3. เตรียมรายชื่อแขกที่มาร่วมงาน 

           ตรวจสอบรายชื่อแขกที่จะมาร่วมงาน ตรวจสอบความถูกต้องของการสะกดรายชื่อแขกสำหรับพิมพ์ลงบนซอง สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ ความถูกต้องของข้อมูลบนการ์ด เช่น ชื่อ - สกุล ทางที่ดีควรตรวจสอบรายชื่อแขกที่ต้องพิมพ์ลงบนซองอีกครั้ง และควรทำอย่างพิถีพิถัน

4. เตรียมจำนวนการ์ดและซอง

เมื่อได้รายชื่อแขกครบแล้ว ก็ต้องมาดูในรายละเอียดของรายชื่อแขกเพื่อสั่งทำการ์ดเชิญ ซึ่งควรจะให้สอดคล้องกับงบประมาณของค่าใช้จ่ายที่เราคาดไว้ อย่าลืมว่าการ์ดเชิญ 1 ใบสามารถเชิญแขกได้มากกว่า 1 ท่าน เช่น เชิญเป็นคู่ หรือเชิญทั้งครอบครัวที่อาจจะมีสมาชิกได้ถึง 5 ท่าน 

           ส่วนจำนวนของการ์ดต้องเผื่อไว้ซักประมาณ 5 % ของจำนวนที่กำหนดไว้ เพราะเจ้าบ่าว-สาวอาจไปเจอใครที่หลงลืมไป เราจะได้มอบการ์ดสำรองให้เค้าได้ และต้องเผื่อซองมากกว่าจำนวนการ์ดไปอีก เพราะมักจะเกิดเหตุการณ์เขียนหรือพิมพ์ชื่อแขกผิด หรือซองเปื้อนก่อนส่งได้ จะได้ไม่ต้องวิ่งหาซองให้ลำบาก

5. กำหนดระยะเวลา

           สำหรับระยะเวลาการผลิตการ์ดมักขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการ์ด จึงควรติดต่อกับผู้ผลิตการ์ดแต่งงานแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนวันแต่ง อย่างน้อย 4 - 6 สัปดาห์ ที่สำคัญที่สุดคุณควรหาร้านที่ไว้ใจได้ในการพิมพ์การ์ด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพ ราคา และการตรงต่อเวลา


ข้อควรระวัง

           ไม่ควรแจกการ์ดก่อนวันงานนานเกินไป เพราะอาจจะทำให้แขกลืมวันงาน ปกติแล้วควรจะเริ่มแจกการ์ดก่อนวันงานประมาณ 6-8 สัปดาห์ โดยเจ้าบ่าว-สาวอาจจะมีการกล่าวเชิญด้วยปากเปล่าก่อนก็ได้ ส่วนในกรณีที่แขกอยู่ต่างจังหวัด คุณควรส่งการ์ดทางไปรษณีย์ และอย่าลืมแนบคำ “ขออภัยที่มิได้เรียนเชิญ ด้วยตนเอง” ไปด้วยนะคะ พร้อมทั้งควรโทรศัพท์เช็คซ้ำอีกครั้งก่อนวันงานประมาณ 2-3 สัปดาห์ 

           ควรแนบแผนที่สถานที่จัดงานไว้ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวก และที่ลืมไม่ได้ก็คือการไปเชิญแขกคนสำคัญด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย แขกผู้ใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่ หรือแม้แต่กลุ่มเพื่อน

           ทั้งหมดนี้…เป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจมำให้เจ้าบ่าว-สาว เบาใจเรื่อง “การ์ดแต่งงาน” ได้ค่ะ


ขอบคุณเนื้อหาจาก : kapook.com



ผู้ตั้งกระทู้ ทีมงานไอวิว (iwillstudio-at-hotmail-dot-com) กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2010-06-20 16:08:18


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3145502)

การ์ดสวยหรูราคาประหยัด

ขึ้นชื่อว่า “การ์ดแต่งงาน” เจ้าบ่าว-สาวก็คงต้องการความสวยสมบูรณ์แบบ ทั้งรูปร่างหน้าตาและรายละเอียดของข้อมูล ที่สำคัญต้องราคาไม่แพงและดูดี คู่บ่าวสาวที่อยากได้การ์ดแต่งงานในสไตล์สวยหรู แต่มีงบจำกัดให้ปฏิบัติตามนี้ค่ะ

การ์ดแบบ Single page
          การ์ดแบบใบเดียวก็ช่วยคุณประหยัดไปได้เปลาะหนึ่ง และที่สำคัญการ์ดประเภทนี้ก็ทำให้หรูได้เช่นกัน แต่ต้องเลือกใช้กระดาษที่ดูดี มีความแปลกตา แต่น่าสนใจ ที่สำคัญมีข้อแม้ว่าอาจต้องลงทุนค่ากระดาษสักหน่อย เพราะรูปแบบรูปลักษณ์ของการ์ดนั้นสำคัญ กระดาษที่ใช้จึงต้องดูแข็งแรงไว้ก่อนค่ะ 

เลือกกระดาษให้เหมาะกับเนื้องาน
          กระดาษเนื้อดีปกติก็จะมีราคาค่อนข้างแพง แต่จะมีให้เลือกตั้งแต่แพงน้อยจนถึงแพงมาก ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของกระดาษ ประเด็นอยู่ที่เราต้องเลือกกระดาษให้เหมาะกับเนื้องานมากที่สุด คำนวนพื้นที่การใช้งานแล้วคุ้มค่าลงตัวที่สุด ก็จะประหยัดงบมากขึ้น ที่สำคัญการเลือกกระดาษควรถามกับร้านที่สั่งผลิตการ์ด เข้าใจว่าน่าจะมีแคตตาล็อกของชนิดกระดาษที่แบ่งไว้หลากหลายให้ได้เลือก เช่น 
          ++ กระดาษประเภท Plain Paper ทั้งด้านและเงา 
          ++ กระดาษประเภท Texture Paper เนื้อต่างๆ 
          ++ กระดาษประเภท Metallic Paper จะมีความหนาและราคาที่ต่างการ

ไอเดียเก๋ไก๋ ใช้ประโยชน์ต่อได้
          เทรนด์ใหม่ของการ์ดแต่งงานในปีนี้ จะเน้นงานแฮนด์เมด ที่พลิกแพลงนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อเป็นการเพิ่มให้การ์ดดูมีมูลค่า เช่น การใช้ซองอาจไม่ใช่กระดาษ แต่ทำเป็นถุงสวยๆ เพื่อใส่การ์ด หรือเป็นกล่องบุผ้าแล้วเจาะช่องไว้ใส่การ์ด โดยไม่ได้แสตมป์ชื่อคู่บ่าวสาวลงไปบนกล่อง เมื่อดึงการ์ดออกไปแล้ว ผู้รับก็สามารถนำถุงไปใช้ได้อีกด้วย 

          ง่ายๆ แค่นี้ก็เนรมิต “การ์ดแต่งงาน” สวยหรูราคาประหยัดได้แล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณที่มาจาก : kapook.com

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานไอวิว ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-06-20 16:19:35


ความคิดเห็นที่ 2 (3145507)

 ทำความรู้จักกับเทคนิคการพิมพ์แบบต่างๆ

การ์ดของคุณเหมาะกับงานพิมพ์แบบไหน?

การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing)

ลักษณะเด่นเป็นพิเศษของระบบออฟเซ็ต คือ ทั้งตัวอักษรและภาพหมึกจะติดทั่วทั้งภาพสมํ่าเสมอ ขอบภาพหรือตัวอักษรจะมีความคมชัด แม้ว่าจะเป็นการพิมพ์บนกระดาษหยาบก็ตาม การพิมพ์ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ระบบออฟเซ็ต เช่น พิมพ์แผ่นพับ ใบปลิว หนังสือ วารสาร นิตยสาร โบรชัวร์  แคตตาล็อก บรรจุภัณฑ์กระดาษ งานพิมพ์ในสำนักงาน ฯลฯ ที่มีจำนวนพิมพ์เกิน 1,000 ชุด ขึ้นไป มีภาพประกอบมาก ต้องการความประณีต งดงาม รวดเร็ว พิมพ์หลายสี และมีงานศิลปะ (Art Work) มาก

 การพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing)

เป็นการพิมพ์ที่ใช้เครื่องพิมพ์หรือพริ้นเตอร์ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถสั่งพิมพ์ได้โดยตรงจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลยค่ะ งานพิมพ์ดิจิตอลนี้มีความคมชัดสูง แต่ต้นทุนต่อแผ่นจะสูงตามไปด้วย จึงเหมาะกับงานพิมพ์ไม่กี่ใบ ตัวอย่างงานพิมพ์ประเภทนี้คือนามบัตร แผ่นพับ ใบปลิว หนังสือ งานพิมพ์ที่มีการเปลี่ยนภาพหรือข้อความบ่อย ๆ

ดังนั้น  หากต้องการใช้การ์ดที่มีงาน Art Work มากก็ควรเลือกพิมพ์แบบออฟเซ็ท  แต่หากต้องการงานด่วนความคมชัดสูงก็ควรเลือกงานพิมพ์แบบดิจิตอล

จำนวนสีที่ใช้ในการพิมพ์

การนับสีมีหลักการอยู่ว่างานพิมพ์ต่างๆ ที่เห็น เรียกกันว่างาน 4 สีค่ะ  ซึ่งใช้หลักการแม่สี 3 สี คือ สีชมพู เหลือง ฟ้า และสีดำ  ยกเว้นสีพิเศษที่คุณต้องการเพิ่มเติม อย่างเช่นสีทอง  สีเงิน

ตัวอย่างงานพิมพ์ 1 สีส่วนใหญ่เป็นงานขาวดำเช่น หนังสือเรียน พ็อคเก็ตบุ๊คส์ (หน้าใน) แต่จริงๆ แล้วงานสีเดียว จะพิมพ์สีอะไรก็ได้  ไม่ได้ยึดติดแค่สีดำเท่านั้น และในสีที่พิมพ์ก็เลือกความเข้มได้หลายระดับอีกต่างหาก  ทำให้ดูเหมือนว่าพิมพ์หลายสีได้ เช่น การพิมพ์สีแดงบนกระดาษขาว  ถ้าพิมพ์จางๆ ก็จะได้สีชมพู  เป็นต้น   ซึ่งการพิมพ์ 1 สีนี้ มีต้นทุนตํ่าที่สุด  ถ้าหากว่าที่บ่าวสาวคู่ไหนที่มีงบจำกัดก็เลือกพิมพ์สีเดียวแบบนี้  แต่ใช้วิธีการปรับความเข้ม-อ่อนก็ช่วยให้งานออกมาสวยได้เหมือนกัน

หากต้องการเพิ่มความสวยงามก็อาจจะต้องพิมพ์หลายสีสักหน่อย เช่น พิมพ์ 2 สี หรือ 3 สี  ส่วนใหญ่จะนิยมพิมพ์ 2 สี เช่น ดำกับแดงหรือดำกับนํ้าเงิน หรือคู่สีอะไรก็ได้ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มจากพิมพ์สีเดียวขึ้นมาอีกบางส่วนเท่านั้นเอง  เพราะโรงพิมพ์จะต้องเพิ่มแม่พิมพ์ตามจำนวนสี และต้องเพิ่มเที่ยวพิมพ์ตามไปด้วย  แต่ถ้าต้องการพิมพ์ภาพที่มีสีสันสวยงาม เหมือนกับที่ตาเราเห็นก็ต้องพิมพ์สี่สีแบบสอดสี  หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าพิมพ์ 4 สีนั้นเอง  ซึ่งก็จะผสมกันออกมาได้สารพัดสีตามที่คุณต้องการ  แน่นอนว่าขั้นตอนย่อมยากกว่าสองแบบแรก ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าตามไปด้วยเพราะต้องใช้แม่พิมพ์ถึง 4 ตัว แล้วก็ต้องพิมพ์สี่รอบอีกแน่ะ  งาน 4 สีส่วนใหญ่จึงเป็นงานประเภทปกหนังสือ โปสเตอร์สวยๆ และหน้าแฟชั่นในนิตยสาร

กระดาษที่ใช้ในการพิมพ์

กระดาษมาตราฐานที่ทุกโรงพิมพ์ต้องมีคือ กระดาษอาร์ตมัน และอาร์ตด้าน แต่ก็มีบางโรงพิมพ์เรียกว่ากระดาษการ์ด (ซึ่งเป็นกระดาษที่ใช้ทำปกหนังสือ)  ความหนาของกระดาษ เราเรียกว่า " แกรม " ความหนาที่นิยมกัน มีตั้งแต่ 260 -300 แกรม

ข้อแนะนำ
สอบถามโรงพิมพ์หลายๆ แห่งดู  ว่าราคาและคุณภาพต่างๆ นั้นตรงกับความต้องการและความพึงพอใจของคุณหรือไม่  และสามารถต่อรองอะไร อย่างไรได้บ้าง  เพื่อให้งบประมาณก้อนนั้นที่คุณวางไว้สำหรับทำการ์ดเชิญจะได้ผลงานที่คุ้มค่ามากที่สุด

ขอบคุณที่มา: weddinghome.com

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานไอวิว ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-06-20 16:31:21


ความคิดเห็นที่ 3 (3147468)

เทคนิกการพิมพ์ได้ประโยชน์มั่กๆ ขอบคุณค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ละมุน วันที่ตอบ 2010-06-25 01:28:18


ความคิดเห็นที่ 4 (3149416)

การ์ดแบบต่างๆ 

ในวันสำคัญอย่างวันแต่งงานที่ต้องจัดการดูแลองค์ประกอบต่างๆ ให้เรียบร้อย สิ่งหนึ่งที่ต้องรีบจัดการเป็นอันดับต้นๆ คือเรื่องของการ์ดเชิญและของชำร่วย ซึ่งเป็นเหมือนด่านแรกและด่านสุดท้ายในการสร้างความประทับใจ จึงต้องใส่ใจและพิถีพิถันกันเป็นพิเศษ

ด่านแรก “การ์ดเชิญ”

          เรื่องการ์ดแต่งงานนั้น ในสมัยก่อนไม่มีการแจกการ์ดเชิญอย่างในปัจจุบัน แต่จะเรียกว่า “บอกหมาก”เพราะต้องมีการจัดเตรียมพานจัดหมากจัดพลูจีบเป็นคำ เมื่อไปถึงบ้านก็จะทำการบอกกล่าวเชื้อเชิญว่าจะแต่งงานลูกสาว ผู้ไปบอกหมายส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่หรือตัวแทนฝ่ายเจ้าสาวเดินไปบอกด้วยตนเอง ไปกราบเท้ากันถึงบ้าน ซึ่งในสมัยก่อนจะบอกหมากกินไม่กี่คน เพราะสามารถบอกได้เฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ๆ และบอกเฉพาะคนสนิทและบุคคลที่เคารพนับถือจริงๆ งานแต่งงานในสมัยก่อนส่วนใหญ่จึงเป็นงานแต่งงานที่มีแขกมาร่วมงานไม่มาก ยกเว้นหากถ้าเจ้าของงานมีฐานะดีก็จะมีญาติมาร่วมงานมากหน่อย

          ต่อมาเมื่อมีการนำเทคโนโลยีด้านการพิมพ์มาใช้ จึงมีการประยุกต์ใช้การแจกการ์ดแทนจนถึงปัจจุบัน “การ์ดแต่งงาน” ถือเป็นปราการด่านแรกที่สามารถบอกกับแขกเหรื่อได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ว่างานแต่งงานจะเป็นสไตล์ไหน เป็นแบบทางการ แบบเป็นกันเอง แบบสนุกสนาน หรือมีธีมพิเศษ อย่างเช่นงานแต่งงานที่เป็นงานเล็กๆ บรรยากาศสนุกๆ จะใช้การ์ดสีครีม เดินลายเส้นสีทองคงไม่เหมาะเท่าการ์ดสีสดใส มีลวดลายสนุกสดชื่น เพราะการ์ดพิมพ์อักษรสีทองจะสื่อความหมายถึงงานแต่งงานแบบเป็นทางการ ซึ่งการ์ดนั้นมีหลายแบบให้เลือกตามความต้องการในทุกรูปแบบของงานแต่งงาน และงบประมาณ
การ์ดเชิญหลากหลาย ในแต่ละร้านมีหลายร้อยดีไซน์ ตามแต่ไอเดียและความเลิศหรูอย่างที่ต้องการ

          แต่ถ้าจะจำแนกการ์ดตามรูปแบบของการ์ดแต่งงานแล้ว สามารถจำแนก ได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้…

การ์ดสำเร็จรูป (Ready Card)

          เป็นการ์ดเชิญที่ร้านรับพิมพ์การ์ดแต่งงานมีแบบให้เลือกไว้อยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่แต่ละร้านมีคล้ายกัน มีแบบให้เลือกมากมายหลายแบบ ราคาย่อมเยาว์ การ์ดแบบนี้เปลี่ยนแปลงได้เฉพาะส่วนของข้อความ และสีสันบางจุด เช่น การปั๊มกระดาษฟรอยด์สีทอง สีเงิน สีชมพู หรือสีอื่น เป็นการ์ดแบบที่หาซื้อได้ทั่วไป และใช้เวลาในการผลิตไม่นาน

ฟิวชั่นการ์ด (Fusion Card) 

          ฟิวชั่นการ์ด หรือการ์ดที่ร้านนั้นๆ ออกแบบขึ้นเฉพาะ การผลิตการ์ดเชิญแบบนี้จะใกล้เคียงกับการ์ดสำเร็จรูป แต่มีรูปแบบและลูกเล่นที่ทันสมัยขึ้น ตามแบบที่ดีไซเนอร์ของแต่ละร้านออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ มีแบบหลากหลายให้เลือก เปลี่ยนได้เฉพาะส่วนของข้อความตัวอักษรเหมือนการ์ดสำเร็จรูป แต่มีดีไซน์เฉพาะตัวที่สวยงามหรือมีลูกเล่นเก๋ไก๋มากกว่า ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่การพิมพ์ลงบนกระดาษเท่านั้น แต่ยังสามารถพิมพ์ลงวัสดุพิเศษอื่นๆ อย่างแผ่นไม้ แผ่นพลาสติกใส หรือผืนผ้าม้วนเป็นสารรัก ราคาไม่แพงมากขึ้นอยู่กับดีไซน์และแบบที่เลือก

การ์ดปรับเปลี่ยนได้ (Custom Made Card) 

          การ์ดปรับเปลี่ยนได้เป็นการ์ดที่มีรูปแบบสวยงามร่วมสมัยมากขึ้น และมีส่วนที่ปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามความต้องการได้มากขึ้น โดยแต่ละร้านจะมีแบบไว้ให้เลือกอยู่แล้ว ส่วนที่ปรับเปลี่ยนได้นอกจากข้อความ ได้แก่ สีการ์ด เปลี่ยนรูปในการ์ดบางส่วน แต่ยังมีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ราคาการ์ดปานกลางถึงสูง ใช้เวลาผลิตนานกว่าการ์ดสำเร็จรูปและโมเดิร์นการ์ด

การ์ดที่ออกแบบใหม่เฉพาะบุคคล (Personalized Card) 

          การ์ดที่ออกแบบใหม่เฉพาะบุคคล เป็นการ์ดที่แตกต่างไม่เหมือนใคร จะออกแบบตามความชอบ ปรับรูปแบบดีไซน์ได้ทุกอย่าง เพื่อให้รูปแบบการ์ดเป็นการ์ดเฉพาะสำหรับงาน หรือ Theme ให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของคู่แต่งงานคู่นั้น การทำการ์ดแบบนี้ต้องมีดีไซเนอร์เป็นผู้ออกแบบเป็นพิเศษ จึงมีราคาสูงกว่าการ์ดประเภทอื่นๆนิดหน่อย และระยะเวลาการผลิตก็จะนานกว่าประเภทอื่นๆ ด้วย แต่ก็สามารถประหยัดในส่วนของค่าจัดทำได้หากรู้จักประยุกต์ ถ้าพิมพ์Digial offset ขึ้นกับจำนวนพิมพ์ ส่วนมากประมาณ 20 บาท แต่หากนำไปอัดแบบรูปถ่าย ค่าอัดรูปตกประมาณ 2.5-7 บาทต่อใบ  

          ทั้งนี้ หากคุณเป็นคู่บ่าวสาวที่พอจะมีความรู้เรื่องงานศิลปะ อาจลองหาแบบที่ถูกใจจากแมกกาซีน หรือเว็บไซต์ แล้วดีไซน์คร่าวๆ อย่างที่ต้องการ เพื่อให้ได้การ์ดถูกใจเข้ากับ Theme งาน จากนั้นนำแบบไปปรึกษากับร้านที่รับพิมพ์การ์ดแต่งงานโดยตรงว่าจะสามารถทำให้ได้หรือไม่ ในราคาเท่าใด หรือจะเลือกแบบที่ร้านมีเตรียมไว้อย่างไหนจะถูกใจกว่า แต่ถ้าสนุกกับการออกแบบการ์ดเอง สามารถทำได้โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม illustrator หรือ Photoshop แล้วนำไปให้ร้านอัดรูปอัดเป็นภาพดิจิตอลให้ในราคาใบละ 3 บาท หรือจะให้เข้ากับยุคดิจิตัล จะส่งเป็น E-Card ให้กับแขกที่อยู่ไกลหรือเพื่อสนิทที่มีเบอร์อีเมลล์ และมั่นใจว่าเปิดเมลล์เป็นประจำก็สามารถทำได้เช่นกัน

          หลังจากเลือกรูปแบบการ์ดได้เรียบร้อยแล้ว การสั่งพิมพ์การ์ดควรเริ่มเมื่อจองสถานที่ได้ และประมาณจำนวนแขกเชิญทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวคร่าวๆ ได้แล้ว ซึ่งระยะเวลาไม่ควรต่ำกว่า 3 เดือนก่อนวันงาน ทางร้านการ์ดจะมีแผ่นปรู๊ฟมารให้ตรวจดูความถูกต้องของสี แบบ และข้อความที่จะพิมพ์ลงบนการ์ดก่อนส่งพิมพ์ ซึ่งต้องตรวจทานให้ถูกต้องก่อนค่อยอนุมัติให้พิมพ์การ์ด อย่าลืมถ่ายสำเนาแผ่นปรู๊ฟที่ตรวจทานว่าถูกต้อง แล้วเก็บไว้ สำหรับตรวจสอบหากมีข้อผิดพลาดเมื่อพิมพ์เสร็จ เมื่อได้รับการ์ดที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องตรวจทานความถูกต้องอีกครั้ง หากมีปัญหาจะได้รับแก้ไข

          การ์ดเชิญควรแจกล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ ก่อนวันงานประมาณ 1 เดือน นั่นหมายความว่ารายชื่อแขกทั้งหมดที่จะเชิญมาร่วมงานต้องเสร็จพร้อมก่อนหน้านั้น รวมทั้งต้องตรวจทานตัวสะกด ชื่อ นามสกุล คำนำนามชื่อ ยศตำแหน่งของแขกทุกท่านให้ถูกต้องก่อนพิมพ์หน้าของด้วย อีกเรื่องที่น่าหนักใจสำหรับคนไทยจะปฏิบัติได้ยากอยู่ซักหน่อย ฉะนั้นก่อนวันงานควรใช้วิธีโทรคอนเฟิร์มแขกตามรายชื่อให้ครบทุกคน หรืออย่างน้อย 80% ช่วง 7-10 วัน ก่อนวันงานอาจขอให้ญาติๆ หรือเพื่อนๆ ช่วยโทรให้เพื่อความอุ่นใจในวันงาน

          เมื่อเราตัดสินใจเลือกแบบการ์ดแต่งงานเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาของการเลือกของชำร่วยที่สวยงามน่าประทับใจสมกับเป็นวันพิเศษ ปัจจุบันมีแบบของชำร่วยสวยๆ ให้เลือกมากมาย แต่จะเลือกแบบไหนให้ถูกใจผู้ให้และผู้รับ บ่าวสาวต้องใช้เวลาในการพิจารณากัน

 

 

ขอขอบคุณที่มาจาก : kapook.com

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานไอวิว ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-06-30 10:27:40


ความคิดเห็นที่ 5 (3162463)

         

 

การ์ดขอบคุณ...ต้องเขียนอย่างไร

 

หลังวันแต่งงานอันเหน็ดเหนื่อยได้ผ่านพ้นไป แม้ว่าคู่บ่าวสาวอยากจะเอกเขนกพักผ่อน หรือดื่มด่ำกับห้วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์อันแสนสุขมากแค่ไหน ก็ไม่ควรละเลยที่จะเขียนการ์ดเพื่อแสดงความขอบคุณในไมตรีจิตของแขกเหรื่อ ที่ตั้งใจนำของขวัญมาร่วมอวยพรในวันแต่งงานของคุณทั้งคู่ 

          การเขียนการ์ดขอบคุณถือเป็นการแสดงออกของคู่บ่าวสาว ถึงความซาบซึ้งใจในไมตรีจิตของแขกทุกคนที่มาร่วมงาน ไม่ว่าแขกท่านนั้นจะมอบคำอวยพรเป็นเงิน เป็นของขวัญ หรือออกแรงช่วยจัดแจงการดูแลงานในส่วนต่างๆ ให้ออกมาอย่างเรียบร้อย 

          การกล่าวคำขอบคุณที่แขกเหล่านั้น ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพงานเลี้ยงในวันนั้นออกมาสวยสมบูรณ์แบบ เป็นที่จดจำตลอดไป จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย ซึ่งการจะเริ่มต้นเขียนการ์ดขอบคุณให้กับแขกได้อย่างครบถ้านั้น เริ่มต้นได้โดย…

          1. เตรียมสมุดจดโน้ตเปล่าๆ ขนาดกระทัดรัด

          2. แบ่งรายการของขวัญที่ได้รับออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ เงิน ของขวัญ และอื่นๆ

          3. กรณีเป็นกล่องของขวัญ ให้อ่านการ์ดที่แนบมากับของขวัญ พร้อมกับบันทึกผู้ที่มอบให้ในหมวดของขวัญ รวมทั้งใส่รายละเอียดของของแต่ละชิ้นลงไปด้วย เพื่อจะได้เขียนการ์ดขอบคุณได้อย่างถูกต้อง

          4. กรณีได้รับของขวัญเป็นเงิน ให้บันทึกชื่อผู้ที่มอบให้ในหมวดเงิน พร้อมเปิดซองนับจำนวนเงินเพื่อจดบันทึก

          5. จดรายการของชนิดอื่นๆ ที่ได้รับ เช่น การ์ดอวยพร หรือการออกแรงช่วยจัดแจงในงาน ไว้ในหมวดอื่นๆ สำหรับผู้ที่ช่วยจัดแจงในงาน นอกจากระบุรายละเอียดว่าช่วยทำอะไรแล้ว ให้บันทึกเพิ่มเติมว่าจะมอบของขวัญแทนคำขอบคุณเป็นอะไร เช่น แพ็คเกจที่พัก หรือบัตรของขวัญจากห้างสรรพสินค้า 

          หมายเหตุ : ในการบันทึกรายการของขวัญทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เพียงเพื่อการเขียนการ์ดขอบคุณที่ชัดเจนถูกต้องเท่านั้น แต่ยังสามารถเก็บไว้ดู เมื่อถึงคราวจัดงานของแขกแต่ละท่านที่เคยมาร่วมงาน จะได้ตอบแทนน้ำใจคืนกลับไปอย่างเหมาะสม 

          เมื่อแยกหมวดหมู่เรียบร้อย ทราบว่าใครให้อะไรเป็นของขวัญ จากนั้นก็สามารถลงมือเขียนการ์ดขอบคุณได้โดยเริ่มจาก...

          เลือกสีกระดาษที่สุภาพ โดยทั่วไปจะใช้สีงาช้างขาวนวล หรือกระดาษสีขาวสะอาดตา หรือเลือกใช้การ์ดขอบคุณรูปแบบสวยๆ ที่มีขายสำเร็จรูปในร้านการ์ดของชำร่วย 

          เลือกปากกาหมึกสีน้ำเงินเข้มหรือสีดำ เพราะดูสุภาพและเป็นทางการสำหรับเขียนข้อความขอบคุณ แล้วหาที่นั้งเหมาะๆ ที่จะใช้เวลานั่งสบายๆ อยู่ได้นานๆ เพื่อเขียนการ์ดขอบคุณ โดยอาจเปิดเพลงบรรเลงคลอสร้างความรู้สึกเพลิดเพลินไปด้วยก็ได้ 

          ก่อนที่จะลงมือเขียนการ์ดขอบคุณ ควรคิดข้อความที่จะเขียนให้เรียบร้อยก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องขูด ลบ ขีด ฆ่า ให้เลอะเทอะ หรือเปลี่ยนการ์ดแผ่นใหม่ให้สิ้นเปลืองหากข้อความที่เขียนนั้นไม่ลงตัว

          เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เริ่มลงมือเขียนการ์ดขอบคุณ โดยระบุชื่อผู้ที่เขียนถึง พร้อมกับกล่าวถึงของขวัญที่ได้รับว่าสร้างความประทับใจ และคุณทั้งคู่รู้สึกชอบของขวัญนั้นเพราะอะไร เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการ์ดมั่นใจว่าคุณทั้งคู่ได้รับของขวัญที่มอบให้จริงๆ 

          กรณีที่ได้รับเป็นของขวัญ หากต้องการให้ผู้รับการ์ดประทับใจ พยายามอย่าเขียนการ์ดขอบคุณด้วยข้อความกลางๆ เหมือนกันทุกใบ โดยไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับของขวัญ 

          กรณีที่ได้รับเงินเป็นของขวัญ  ไม่จำเป็นต้องระบุจำนวนเงินที่ได้รับลงไปในการ์ดขอบคุณ นอกจากจำนวนเงินของขวัญที่ได้รับเป็นจำนวนเงินก้อนใหญ่ และนอกจากคำขอบคุณแล้วควรจะบอกว่าจะนำเงินนั้นไปทำประโยชน์อย่างไร เพื่อให้ผู้รับได้รู้สึกปลาบปลื้ม 

          เมื่อเขียนการ์ดอวยพรในแต่ละใบเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมลงชื่อของคุณทั้งคู่ให้ชัดเจน 

          ขณะที่นั่งเขียนการ์ดขอบคุณ หากรู้สึกเมื่อยหรือไม่สบายตัวจะลุกไปผ่อนคลายบ้างก็ได้ แล้วกลับมาทำต่อให้เสร็จ เพราะถ้าผลัดวันประกันพรุ่งขอไปเขียนต่อวันอื่น คุณอาจจะไม่ว่างที่จะกลับมานั่งเขียนอีกจนครบทุกคน 

          กรณีการแต่งงานที่จัดเป็นงานขนาดใหญ่ มีแขกมาร่วมงานจำนวนมาก เมื่อแน่ใจว่าได้เขียนการ์ดขอบคุณสำหรับของขวัญราคาสูง หรือเงินของขวัญจำนวนมาก และผู้ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยจัดงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถอนุโลมให้คู่บ่าวสาวใช้การ์ดขอบคุณที่เป็นข้อความกลางๆ ส่งให้แขกท่านอื่นๆ ที่มาร่วมงานเพื่อแสดงความขอบคุณ จึงเป็นอันว่าภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานได้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ


 

ขอขอบคุณที่มาจาก : 


ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2552

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานไอวิว วันที่ตอบ 2010-07-30 23:47:35


ความคิดเห็นที่ 6 (3162464)

เปิดรูปแบบการพับการ์ดแต่งงาน

 

          คงไม่มีใครปฏิเสธว่าวันแต่งงานคือวันพิเศษอีกวันของชีวิต "การ์ดแต่งงาน" ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนเป็นพยานแห่งรักของคุณ และเป็นสาส์นบอกเล่าให้ทุกคนทราบถึงรายละเอียดของพิธีแต่งงานครั้งนี้ ทั้งนี้ การ์ดแต่งงานยังถือจึงปราการด่านแรก ที่สร้างความประทับใจแรกที่ผู้ร่วมงานสัมผัสได้ และรูปแบบการ์ดยังแสดงถึงเอกลักษณ์ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ครอบครัวทั้งสองฝ่าย  

          แถม "การด์แต่งงาน" ยังเป็นใบเบิกทางในวันแต่งงาน กล่าวเชื้อเชิญบุคคลสำคัญเพราะการ์ดแต่งงานจะบอกเล่าเรื่องราว รายละเอียดต่างๆ ของเจ้าบ่าว-เจ้าสาว รวมถึงวัน เวลา สถานที่ 


ลักษณะของ "การ์ดแต่งงาน" จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ  

          ++ เป็นทางการ ที่จะให้ความสำคัญกับการใช้ภาษา ลักษณะตัวอักษร รวมไปถึงคุณสมบัติพิเศษของกระดาษ สี และการพิมพ์  

          ++ ไม่เป็นทางการ แต่มีรูปแบบสร้างสรรค์ มีวิธีการนำเสนอที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์พิเศษในการเลือกใช้ภาพถ่าย กราฟิกพลิกแพลง รวมไปถึงสิ่งละอันพันละน้อยมาประดิดประดอยตกแต่ง 

          สำหรับการ์ดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะมีรูปแบบหน้าตาที่แตกต่างกัน นอกจากจะต่างกันด้วยสีและดีไซน์ของภาพแล้ว สามารถแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามรูปแบบการพับการ์ด ซึ่งใช้เรียกกันทั่วไป ได้ 12 แบบ ดังนี้... 
 

1. Flat Card  

          การ์ดที่ไม่มีการพับ และมีข้อความพิมพ์อยู่ที่ด้านหน้า  


2. Card withWrap  

          คือการ์ดที่มีการพิมพ์ข้อความลงบนกระดาษ ที่เป็นไส้ด้านใน แล้วมีกระดาษ พับเหมือนเป็นกระดาษ ห่ออยู่ด้านนอกอีกชั้น  


3. Vertical Z-Fold  

          การ์ดพับซ้อนกัน 3 ทบแล้วเปิดกางออกทางด้านบน ข้อความสำคัญจะพิมพ์อยู่ที่ช่วงกลางของกระดาษ 


4. Slide Fold  

          การ์ดพับเปิดด้านข้าง มีข้อความตัวอักษร ทั้งด้านหน้าและด้านใน 


 5. Top Fold  

          การ์ดพับ ปิดขึ้นด้านบน มีข้อความตัวอักษรทั้งด้านหน้าและด้านใน 


 6. French – Fold  

          คือการ์ดที่มีการ พับทบกัน 2 ครั้ง มีพื้นที่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ซึ่ง รายละเอียดต่างๆ จะพิมพ์อยู่ด้านใน 


7. Tri-fold  

          การ์ดมีลักษณะพับเปิดแง้มออก ซ้อนกัน 2 ครั้ง ข้อความสำคัญจะพิมพ์อยู่ที่ช่วงกลางของ กระดาษ  


8. Gate-Fold  

          ลักษณะการเปิดการ์ดจะเหมือนการเปิด ประตู 2 บานแง้ม ออกมาพร้อมกัน ส่วนข้อความมักจะ พิมพ์อยู่ที่ช่วงกลางของกระดาษ 


9. Double Gate – Fold  

          ลักษณะการเปิดการ์ดจะเหมือนการเปิด ประตู 2 บานแง้ม ออกมาพร้อมกัน ส่วนข้อความมักจะ พิมพ์อยู่ที่ช่วงกลางของกระดาษ 


10. Stacked Card  

          การ์ดมีลักษณะเป็นแผ่นซ้อนๆ กัน 2-4 แผ่น มีโบว์หรือคลิป หนีบกระดาษอยู่ที่หัวกระดาษ ให้กระดาษทุกแผ่นไม่แยกออกจากกัน มี ข้อความบน กระดาษแต่ละแผ่น  


11. Horizontal Z –Fold  

          การ์ดพับซ้อนกัน 3 ทบ แล้วเปิดกางออกทางด้านข้าง ข้อความสำคัญจะ พิมพ์ อยู่ที่ช่วงกลางของ กระดาษ 


12. Seal -n- Send  

          การ์ดจะพับในรูปแบบที่สามารถส่งให้ผู้รับได้เลย ไม่ต้องมีซอง ส่วนท้ายจะฉีก ออกเพื่อให้แขกเขียนตอบรับการมาร่วมงาน แล้วส่งกลับมาที่เจ้าของงานได้ด้วย 
 


ขอขอบคุณที่มาจาก : kapook.com

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานไอวิว วันที่ตอบ 2010-07-30 23:51:39


ความคิดเห็นที่ 7 (3162467)

 ++ ตัวอย่างการเขียนการ์ดเชิญ (คลิก)

ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานไอวิว วันที่ตอบ 2010-07-31 00:00:08


ความคิดเห็นที่ 8 (3169152)

           ของชำร่วย

          ของชำร่วยถือเป็นของชิ้นสำคัญที่มีหลากหลายรูปแบบ  มีทั้งอารมณ์หวาน เน้นดีไซน์เก๋ๆ หรูโดดเด่น เปรี้ยวจี๊ด กวนหรือฮา โดยแตกต่างกันไปในแต่ละไอเดียตามคอนเซ็ปต์หลักของงาน เพื่อความสวยงามอย่างลงตัว เป็นความพิถีพิถันที่คู่บ่าวสาวได้คัดเลือกแล้ว เพื่อให้เป็นความประทับใจแก่ผู้รับ 

          สำหรับสมัยนี้ ก็มีคู่บ่าวสาวจำนวนไม่น้อย ที่นิยมจัดทำของชำร่วยแบบเฉพาะตัว ไม่ซ้ำกับใคร เพื่อเป็นหนึ่งเดียว ก็งานแต่งงานของเราทั้งทีนี่นา จะให้เหมือนใครได้ยังไงล่ะ! ทั้งการออกแบบโลโก้ ตัวการ์ตูน เพื่อทำเป็นของชำร่วยต่างๆ อธิเช่น  สมุดฉีก เข็มกลัด แก้วน้ำ แม็กเน็ต ที่รองแก้ว ที่รองเมาส์ ลายสกรีนโลโก้บนสิ่งของต่างๆเช่น ถุงผ้า เสื้อยืด ร่ม แก้วน้ำ ปากกา กล่องแพ็กเกจ หรือจะเป็นแทคห้อยของชำร่วย ที่ทำได้ง่ายๆ เพียงหาซื้อของชำร่วยที่ถูกใจ แล้วเอาโลโก้สติ๊กเกอร์ไปติด หรือทำแทคโลโก้ไปห้อย ก็กลายเป็นของชำร่วยที่สวยเก๋ เท่ห์ไม่ซ้ำใครแล้ว

 
         ทั้งนี้ การเลือกของชำร่วยคู่บ่าวสาวควรเลือกตามแบบที่ตัวเองชื่นชอบ เพื่อเป็นการบ่งบอกสไตล์ของคู่บ่าวสาว และควรจะให้ถูกกับกาลเทศะ ทางที่ดีก่อนที่จะเลือกของชำร่วย ควรจะรู้รายละเอียดก่อนว่าแขกที่คู่บ่าวสาวจะเชิญมาร่วมงานมีทั้งหมดเท่าไหร่ จากนั้นค่อยไปเลือกแบบของชำร่วย
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ทีมงานไอวิว ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-08-15 10:30:21


ความคิดเห็นที่ 9 (3181777)

  ได้ประโยชน์มากเลยค่ะ มีให้อ่านอีกรึเปล่าคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น เจิน วันที่ตอบ 2010-09-10 20:59:25


ความคิดเห็นที่ 10 (3192646)

ได้ความรู้ดีครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปอม วันที่ตอบ 2010-10-04 20:42:47


ความคิดเห็นที่ 11 (3220121)

 ตัวอย่างเขียนการ์ดเยอะดีค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น หนู วันที่ตอบ 2010-12-12 17:55:36


ความคิดเห็นที่ 12 (3245835)

 ขอบคุณค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปู วันที่ตอบ 2011-03-21 22:19:20


ความคิดเห็นที่ 13 (3274106)

 เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ ขอบคุณ

ผู้แสดงความคิดเห็น มิ้ง วันที่ตอบ 2011-08-06 19:56:59


ความคิดเห็นที่ 14 (3290841)

 ละเอียดดีจัง ค่ะ ขอบคุณนะค่ะที่รวบรวมมาให้

ผู้แสดงความคิดเห็น may วันที่ตอบ 2011-11-19 20:22:26


ความคิดเห็นที่ 15 (3291000)

                  

แทนคำขอบคุณด้วย…ของชำร่วย

 

          เพราะของชำร่วยเป็นตัวแทนของคำกล่าวขอบคุณ ที่บ่าวสาวจะมอบให้กับแขกทุกคนที่มาร่วมงาน ดังนั้น ของชำร่วยที่เลือกให้ประทับใจไม่ควรเป็นของที่ใหญ่เกินไป หรือเล็กเกินไป เป็นสิ่งของที่ไม่แตกง่าย จับแล้วไม่เละละลาย หากเป็นของกิน ช็อกโกแลต หรือน้ำตาลต้องปิดมิดชิด คู่รักต้องแน่ใจว่าของชำร่วยเมื่อทิ้งไว้จะไม่เสีย ที่สำคัญต้องไม่เป็นสีดำ เพราะสิ่งที่ตัดสินใจเลือกให้มาเป็นของชำร่วยงานแต่งงานนั้น คือสิ่งที่ทำให้แขกหรือผู้ที่มางานได้ระลึกถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของคู่บ่าวสาว

 

      ของชำร่วยที่เลือกอาจจะเป็นของที่สั่งทำขึ้น โดยเลือกรูปแบบที่ชื่นชอบจากตัวอย่างตามแมกกาซีน หรือออกแบบขึ้นใหม่เพื่อใช้สำหรับงานแต่งงานครั้งนี้โดยเฉพาะ แล้วจึงนำไปให้ร้านที่รับผลิตของชำร่วยคำนวณค่าใช้จ่ายให้ ในกรณีนี้จะต้องยอมรับกับงบประมาณที่ค่อนข้างสูง แต่ถ้าเลือกแบบที่มีขายอยู่ตามร้านจำหน่ายของชำร่วยที่มีแบบให้เลือกมากมาย ก็จะช่วยควบคุมงบประมาณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้มีของชำร่วยน่ารัก ราคาไม่แพงให้เลือกมากมาย คู่บ่าวสาวหลายคู่มักเลือกเป็นชำร่วยที่คิดว่าผู้รับจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สมุดโน้ตเล่มเล็ก หรือพัดฉลูลวดลายเก๋ ส่วนที่ได้รับความนิยมเสมอมาก็คือ กระปุกเกลือกพริกไทยที่เป็น “ตุ๊กตาเซรามิกคู่” ไม่ว่าจะเป็นคู่คน คู่สัตว์ คู่ดอกไม้ คู่สี่เหลี่ยม วงกลม หรืออีกหลากหลายรูปแบบ เพราะดูน่ารักสีสันสดใส ความหมายดีเพราะมาเป็นคู่ รวมทั้งสามารถนำไปใช้ได้จริง ราคาก็ตั้งแต่ 18-25 บาท

 

          การเลือกซื้อของชำร่วยลองไปเลือกหาชิ้นที่ถูกใจแถวพาหุรัด ดิโอลด์ สยาม หรือสวนจตุจักร ซึ่งถือเป็นแหล่งขายของชำร่วยแหล่งใหญ่ มีของชำร่วยแบบใหม่ๆ มาให้เลือกอยู่เสมอ เมื่อไปถึงจะมีโอกาสได้เห็นได้สัมผัสของจริง มีของดีราคาไม่แพงซ่อนอยู่มากมาย สามารถสอบถาม ขอคำแนะนำ รวมทั้งต่อรองราคาที่เหมาะสมได้ หากว่าคู่บ่าวสาวมีเวลามากพอ ก็สามารถลงมือประดิษฐ์ของชำร่วยขึ้นเอง เพราะของชำร่วยสวยเก๋ ที่ไม่ซับซ้อน และใช้เวลาทำไม่มากนักมีอยู่หลายชนิด อย่างสบู่ หรือเทียนหอม หรือบุหงาแห้งนำมาบรรจุกล่องหรือถุงผ้า อาจลองดูรูปแบบหาไอเดียเพิ่มเติมจากแมกกาซีนหรือหนังสือที่นำเสนอไอเดียงานประดิษฐ์สวยๆ ก็จะได้ของชำร่วยที่ดูดีไม่แพ้ใครเช่นกัน รวมทั้งหากจัดการดีๆ ยังประหยัดค่าของชำร่วยลงไปได้อีกด้วย เพราะของชำร่วยที่สวยงามไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป อย่างต้นไม้รูปหัวใจผูกโบน่ารักที่เหมาะกับงานแต่งงานในสวน หรือถ้ามีฝีมือในการทำขนม อาจทำขนมเล็กๆ น้อยๆ ใส่โหลผูกโบแจก รวมทั้งแนบสูตรขนมสุดพิเศษนี้ติดไปด้วยก็ดูจะไม่ซ้ำแบบใคร

 

        บ่าวสาวคู่ไหนที่ตั้งใจว่าจะสั่งทำของชำร่วยจากร้านที่ขาย การสั่งทำของชำร่วยแต่ละครั้งหากมีแบบให้เลือกอยู่แล้ว จะใช้ระยะเวลาในการสั่งทำอย่างน้อย 1 เดือน แต่ถ้าเป็นของชำร่วยรูปแบบพิเศษที่ออกแบบขึ้นมาใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ จะใช้เวลาในการผลิตนานขึ้น เพราะต้องมีการทำแบบขึ้นมาก่อน ระยะที่ใช้จึงต้องเผื่อไว้ไม่ต่ำกว่าเดือนครึ่งถึงสองเดือน 

  

          เมื่อได้ของชำร่วยชิ้นที่สั่งทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังต้องทำป้ายติดของชำร่วย โดยทั่วไปป้ายที่ติดจะเป็นแบบกาวแปะ หรือเป็นป้ายห้อย ในป้ายนั้นจะประกอบด้วยชื่อคู่บ่าวสาว ปัจจุบันพบได้ทั้งชื่อเล่นและชื่อจริงบอกให้ทราบว่าเป็นของชำร่วยของคู่แต่งงานคู่ไหน พร้อมกับวัน เดือน ปี ที่แต่งงาน หรือหากใครจะใส่ลูกเล่นด้วยกลอนหรือนิยามรักสั้นๆ เข้าไปด้วย ก็เก๋ไม่เบาทีเดียว

 

          การแจกของชำร่วยในวันงานนั้น โดยทั่วไปจะแจกตอนที่แขกลองชื่ออวยพร เมื่อมอบของขวัญแล้ว ก็จะรับของชำร่วยไปพร้อมกันทีเดียว โดยผู้ที่อยู่ประจำโต๊ะอวยพรจะยื่นแจกให้ หรือถ้างานเลี้ยงเป็นแบบนั่งโต๊ะ จะเป็นโต๊ะจีนหรือ Sit down Dinner สามารถแจกของชำร่วยได้อย่างใกล้ชิดให้ถึงมือแขกทุกคน ไปทีละโต๊ะพร้อมถ่ายรูปกับแขกในแต่ละโต๊ะไปพร้อมกัน หรือในกรณีที่ของชำร่วยชิ้นใหญ่ ซึ่งอาจจะเกะกะถือลำบาก โดยเฉพาะหากงานนั้นเป็นงานเลี้ยงค๊อกเทล คู่บ่าวสาวอาจปรับวิธีการมาแจกของชำร่วยตอนขากลับแทนก็สะดวกดีเช่นกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ฉบับเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2552

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ไอวิวทีม ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-11-21 01:26:09


ความคิดเห็นที่ 16 (3305504)

 รวมบทความดีๆไว้เยอะเลย ขอบคุณคร่าา

ผู้แสดงความคิดเห็น นิว วันที่ตอบ 2012-03-20 22:21:08



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.